วิธีต่างสำหรับการดูแลตัวเองหลังคลอด

อดีตถือกันว่าแม่หลังคลอดเป็นคนป่วย ต้องได้รับการรักษาเหมือนคนไข้ทั่วไป แต่ในปัจจุบันเปลี่ยนไปแล้ว เพราะคุณแม่หลังคลอดก็คือคนปกติที่เพิ่งผ่านการคลอดบุตร เพียงแต่มีการเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกาย จิตใจ ที่ต้องการการเอาใจใส่บ้างตามสมควร ระยะพักฟื้นหลังคลอด โดยทั่วไปถือว่า 5-6 สัปดาห์เป็นระยะเวลาที่นานเพียงพอสำหรับร่างกาย การปรับตัวให้เข้ากับบทบาทของความเป็นแม่ และการเลี้ยงดูลูกน้อย คงต้องใช้เวลา การเปลี่ยนแปลงของร่างกายหลังคลอด มดลูก รับภาระหนักมาตลอด 9 เดือน จากที่มีขนาดเล็กเท่าผลชมพู่ กลับต้องมาขยายใหญ่กว่าผลแตงโมเพื่อรองรับทารกในครรภ์ ซึ่งทำให้เกิดการเจ็บปวดบ้างประมาณ 2-3 วัน หลังคลอดใหม่ ๆ มดลูกจะมีน้ำหนักเกือบ 1 กิโลกรัม ถ้าคุณแม่คลำดูหน้าท้องก็จะพบว่ามดลูกมีขนาดโตเท่ากับตอนตั้งท้องได้ 4-5 เดือน เมื่อมดลูกหดตัวขนาดก็จะค่อย ๆ ลดลงด้วย หลังคลอดคุณแม่ก็จะไม่สามารถคลำมดลูกตนเองได้จากทางหน้าท้องแล้ว และขนาดของมดลูกจะลดลงต่อไปอีกจนเมื่อคุณแม่กลับไปตรวจหลังคลอด 5-6 สัปดาห์ ขนาดของมดลูกก็จะเล็กลงเท่ากับขนาดปกติ   ช่องคลอดและแผลฝีเย็บ เป็นผิวหนังที่อยู่ระหว่างอวัยวะเพศกับทวารหนัก ในการคลอดอาจจะถูกกรีดไม่ว่าจะเย็บด้วยไหมละลายหรือใช้ไหมชนิดตัด แผลในช่องคลอดอาจจะบวมเล็กน้อย หลังจากนั้นจะค่อย ๆ หายไป และแผลในช่องคลอดจะหายสนิทใน 3-4 สัปดาห์หลังคลอด   เต้านม หลังการคลอดร่างกายจะกระตุ้นให้มีน้ำนม จึงอาจเกิดอาการคัดตึงบ้าง…

11 วิธีเตรียมความพร้อม กับการดูแลตัวเองหลังคลอดการผ่าคลอด !!

1.คุณแม่ที่ต้องผ้าคลอดจะต้องเผชิญกับปัญหาต่าง ๆ มากกว่าที่คลอดตามปกติ เมื่อรู้สึกตัวหรือยาชาหมดฤทธิ์จะเผชิญกับความเจ็บปวดเป็นสิ่งแรก ถึงจะเจ็บอย่างไรก็ควรพยายามเคลื่อนไหวหรือพลิกตัวบ่อย ๆ ป้องกันการเกิดพังผืดระหว่างอวัยวะในช่องท้องกับเยื่อบุช่องบริเวณผ่าตัด    2.เมื่อคุณแม่แข็งแรงพอที่จะลุกหรือยืนได้แล้ว ใช้ผ้ายางยืดแผลผ่าตัดไม่ให้ถูกดึงรั้งจากผนังหน้าท้องที่ยังหย่อนยาน ค่อย ๆ ทำโดยการงอเข่าเข้าหาตัวก่อนที่จะลุกหรือยืนเพื่อลดความตึงของหน้าท้อง    3.คุณแม่ที่คลอดโดยการผ่าคลอดนั้น ในระยะแรกจะยังอาบน้ำไม่ได้เพราะจะทำให้แผลผ่าตัดเปียก อาจติดเชื้อและเกิดการอักเสบได้ หลังจากหมอตัดไหมแล้ววันรุ่งขึ้นก็อาบน้ำได้ ไหมละลายรอจนครบ 6-7 วัน เปิดแผลแล้วก็อาบน้ำได้ตามปกติ ส่วนสะเก็ดที่ติดอยู่ที่แผลก็ไม่ควรแกะออก ควรปล่อยให้ลอกไปเองจะดีกว่า    4.ในกรณีที่คุณแม่มีความจำเป็นต้องขึ้นลงบันได โดยใช้ความระมัดระวังในระยะแรก โดยให้คุณพ่อช่วยประคองไว้ ภายใน 1 สัปดาห์หลังผ่าตัด เพราะคุณหมอเย็บแผลไว้หลายชั้น และบางชั้นก็ใช้ไหมที่ละลายช้า อาจอยู่นานเป็นเดือน    5.ในช่วงพักฟื้นหลังคลอด คุณแม่ควรได้รับโภชนาการที่เพียงพอเพื่อให้แผลหายเร็วและเตรียมสารอาหารสำหรับสร้างน้ำนมให้ลูกต่อไป    6.ควรอยู่ในบริเวณที่มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก เพราะอากาศที่ร้อนจะทำให้เหงื่อออกมากและเกิดการอับชื้นบริเวณแผล 7.คุณแม่ไม่ควรยกของหนักหรือทำกิจกรรมที่เป็นการเกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้อง รวมถึงการหลีกเลี่ยงท่าบริหารที่อาจเป็นอันตรายกับแผลและไม่ฝึกท่ายืดกล้ามเนื้อจนกว่าแผลจะหายสนิท    8.สำหรับคุณแม่ที่คลอดลูกคนที่ 2 หลังการผ่าคลอดใหม่ ๆ ควรให้คุณพ่อทำหน้าที่อุ้มลูกไปก่อนเพื่อไม่ให้เกิดการเสียดสีที่แผลมากเกินไป   9.เวลานอนควรปรับหัวเตียงให้สูงขึ้นเล็กน้อย เพื่อให้แผลตรงหน้าท้องหย่อนไม่ตึง ส่วนเวลาจะลุกจะนั่งจากเตียงก็ให้ใช้วิธีตะแคงตัว แล้วค่อย ๆ ใช้มือยันตัวลุกขึ้นในท่าตะแคง…

คลอดเองตามธรรมชาติ มี 22 วิธี เพื่อดูแลตัวเอง!

การดูแลตัวเองหลังคลอดหลังคลอดเองแบบธรรมชาติ มีวิธีดูแลตัวเองได้หลากหลายวิธี มีอะไรบ้าง ดันี้ 1.การเคลื่อนไหวร่างกายหลังคลอด กรณีทั่วไปที่คุณแม่คลอดได้ตามปกติและไม่มีปัญหาใดๆ เพราะการเคลื่อนไหวร่างกายจะช่วยให้ร่างกายมีการขยับตัวของกล้ามเนื้อและทำให้แผลฝีเย็บสมานเร็วขึ้น แต่มีสิ่งที่ควรระวังอยู่ 2 อย่าง คือ 1. เนื่องจากคุณแม่เสียเลือดไปในขณะคลอดมากกว่าปกติ ฉะนั้นควรระวังอาการหน้ามืดเป็นลมในระยะหลังคลอดใหม่ ๆ และ 2. อย่าลืมว่ามดลูกเพิ่งผ่านการทำงานมาอย่างหนัก ดังนั้น การเคลื่อนไหวใด ๆ ก็ขอให้ไม่ให้กระทบกระเทือนกับมดลูก   2.การดูแลแผลฝีเย็บ หลังการคลอดแบบธรรมชาติ จะมีความรู้สึกปวดแผลฝีเย็บ ถ้าปวดมากจะให้ยาแก้ปวดเพื่อระงับการปวดแผลที่ฝีเย็บหรือแผลผ่าตัดทั่ว ๆ ไปก็ใช้ยาพวกไทลินอล หรือพาราเซตามอล 2 เม็ดทุก 4-6 ชั่วโมง อาการก็จะทุเลาลง ส่วนการอบแผลด้วยความร้อนและการอาบน้ำอุ่นก็จะช่วยให้อาการบวมที่แผลลดน้อยลงและช่วยบรรเทาอาการเจ็บแผลได้เช่นกัน   3.การอยู่ไฟ การอยู่ไฟของคนไทยได้ทำสืบต่อกันมาอย่างยาวนาน เพราะเชื่อกันว่าการอยู่ไฟจะช่วยให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายและจิตใจ รวมทั้งช่วยบรรเทาอาการอาการปวดและบำบัดโรคหลังคลอดได้   4.การนั่งและยืนให้ถูกท่า คุณแม่หลังคลอดใหม่ ๆ นั่งตรงไม่ค่อยได้ หรือคนที่ชอบนั่งขัดสมาธิ ท่านี้ขาจะฉีกแยกจากกัน ทำให้แผลที่ตึงอยู่แล้วก็แทบจะปริแยกออก แต่ท่านั่งที่ดีที่สุดก็คือ “ท่านั่งพับเพียบ” เพราะการนั่งท่านี้จะไม่ทำให้เจ็บแผลมาก เวลาจะลุกนั่งต้องระวัง อย่าก้าวขามากเกินไปเพราะจะทำให้แผลฝีเย็บปริออกจน ส่วนท่ายืนนั้นจะตรงข้ามกับท่าเดิน…

อยากมีลูกทำอย่างไร รวมถึงวิธีป้องกันภาวการณ์มีลูกยาก ทั้ง 12 วิธี

กรณีที่ยังรอการตั้งครรภ์ตามธรรมชาติและคู่สมรสยังมีอายุไม่มาก ถ้ากำลังวางแผนมีลูกน้อย วิธีต่อไปนี้อาจจะช่วยคุณได้   วางแผนมีลูกตั้งแต่อายุยังน้อย ช่วงวัยที่เหมาะสมและมีโอกาสตั้งครรภ์ได้มาก คือ ช่วงอายุ 20-30 ปี เนื่องจากร่างกายมีความสมบูรณ์เต็มที่ ถ้าตั้งครรภ์ได้ก็จะมีโอกาสเกิดโรคแทรกซ้อนได้น้อยมาก   ร่วมเพศให้ถูกวัน มีเพศสัมพันธ์ในช่วงไข่ตกจะทำให้มีโอกาสตั้งครรภ์ได้มากที่สุด ฝ่ายชายสามารถเริ่มมีเพศสัมพันธ์ในช่วงก่อนวันตกไข่ได้ประมาณ 2 วัน ส่วนในกรณีที่มีรอบเดือนมาไม่สม่ำเสมอหรือมาค่อยตรงเวลา เรามีวิธีหาวันตกไข่ได้อย่างแม่นยำหลากหลายวิธีด้วยกันครับ เช่น การตรวจวัดอุณหภูมิ, การตรวจมูกที่ปากมดลูก, การใช้ชุดตรวจการไข่, การตรวจน้ำลาย ฯลฯ   ความถี่ในการร่วมเพศ การมีเพศสัมพันธ์ทุกวันจะช่วยเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์ได้จริง แต่ก็อาจจะเป็นการเพิ่มความเครียดและทำให้ปริมาณของอสุจิลดน้อยลงด้วย เพราะอสุจิที่ปล่อยออกมาจะมีความสมบูรณ์แข็งแรงและแหวกว่ายเข้าไปได้ถึงปลายทาง   ท่วงท่าในการร่วมเพศ ท่าที่ผู้หญิงนอนหงายอยู่ด้านล่าง ส่วนฝ่ายชายอยู่ด้านบน เป็นท่าที่สามารถมีลูกได้ง่ายที่สุด เนื่องจากฝ่ายชายสามารถสอดใส่เข้าไปได้ลึกและหลั่งน้ำอสุจิเข้าไปที่ปากมดลูกได้โดยตรง เพื่อช่วยให้อสุจิวิ่งไปผสมกับไข่ได้ดียิ่งขึ้น     การถึงจุดสุดยอดของฝ่ายหญิง จะช่วยเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ให้มากขึ้น อีกทั้งช่องคลอดยังมีการหดรัดตัวของกล้ามเนื้อในท้องน้อยหลายครั้ง จึงมีผลทำให้เกิดแรงดูดน้ำอสุจิเข้าไปในโพรงมดลูกได้มากขึ้น   ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ผู้หญิงที่มีน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์ปกติ การตกไข่และระดับฮอร์โมนเพศจะสม่ำเสมอและมีโอกาสตั้งครรภ์ได้มากกว่าผู้ที่อ้วนหรือผอมมากเกินไป   ลดความเครียด ฝ่ายหญิง ความเครียดจะรบกวนการทำงานของฮอร์โมนในระบบสืบพันธุ์ ทำให้ฝ่ายหญิงประจำเดือนขาดหายไปหรือมีประจำเดือนผิดปกติ เกิดภาวะไม่ตกไข่ ส่วนฝ่ายชายนั้นระดับฮอร์โมน…

พ่อแม่มือใหม่ต้องรู้ 9 สัญญาณ บอกถึงการมีลูกยาก

ภาวะมีบุตรยากเป็นปัญหาสำคัญที่คู่รักหลายๆ คู่ต้องเผชิญ และส่วนใหญ่แล้วจะเพิ่งมารู้ทีหลัง หลังจากที่พยายามจะมีลูกมาแล้วหลายปี ซึ่งแท้ที่จริงแล้ว บางคนก็มีอาการบางอย่างที่แสดงออกมาว่าเสี่ยงต่อภาวะมีบุตรยาก มาดูกันดีกว่าว่า สัญญาณเตือนการมีลูกยาก ของทั้งผู้ชายและผู้หญิง 9 สัญญาณเตือนนี้มีอะไรบ้าง

ภาวะการมีลูกยาก มีวิธีการดูแลรักษาอย่างไรบ้าง?

การมีบุตรยาก อาจเนื่องมาจากสาเหตุต่างๆ อันเป็นปัจจัยทางฝ่ายหญิง เช่น หลอดมดลูกเสียหายจนไม่สามารถตั้งครรภ์ได้ตามปกติ ภาวะเยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่ ภาวะพังผืดในอุ้งเชิงกราน ความผิดปกติของมดลูก ปีกมดลูก และอวัยวะสืบพันธุ์ หรือปัจจัยทางฝ่ายชาย เช่น ตัวอสุจิน้อยกว่าปกติ ความผิดปกติเกี่ยวกับภูมิคุ้มกัน รูท่อปัสสวะเปิดผิดที่ ภาวะหลั่งน้ำกามย้อนกลับ เป็นต้น ส่วนสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุดคือ ภาวะที่มีบุตรยากที่อธิบายสาเหตุไม่ได้ การรักษาโดยการผ่าตัดการรักษาภาวะมีบุตรยาก ในปัจจุบันนี้มีหลายวิธี เช่น สาเหตุของภาวะมีบุตรยาก ระยะเวลา อายุของคู่สมรส และปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ ขั้นตอนแรกคือการหาสาเหตุของภาวะมีบุตรยาก ภาวะมีบุตรยากอาจเกิดจากสาเหตุจากทั้งสองฝ่ายร่วมกันได้ ในกรณีที่ตรวจไม่พบความผิดปกติที่เป็นสาเหตุ ก็มีวิธีการรักษาเพื่อเพิ่มอัตราการตั้งครรภ์โดยรวมได้แม้จะไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจนก็ตาม แบ่งได้เป็น 3 กลุ่มหลักๆ คือ การผ่าตัดท่อนำไข่ การผ่าตัดรักษาเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่และพังผืดในอุ้งเชิงกราน การผ่าตัดแก้หมัน การรักษาโดยการใช้ยา โดยส่วนใหญ่ยาที่ใช้ คือ ยากระตุ้นการตกไข่ เช่น โคลมิฟีน, ฮอร์โมนโกนาโดโทรปิน การรักษาโดยการใช้ยาได้แก่ การกินยากระตุ้นไข่แล้วนับวันมีเพศสัมพันธ์ และการฉีดน้ำเชื้อเข้าโพรงมดลูก การรักษาด้วยเทคโนโลยีการเจริญพันธุ์ การปฏิสนธินอกร่างกายหรือเด็กหลอดแก้ว ช่วยการเจริญพันธุ์ที่มีการเก็บไข่ออกมานอกร่างกายของฝ่ายหญิง นำมาผสมกับตัวอสุจิของฝ่ายชายเพื่อให้เกิดตัวอ่อนในห้องปฏิบัติการ ซึ่งต้องใช้เวลาในการเพาะเลี้ยงนาน 5-6 วัน แล้วจึงนำตัวอ่อนใส่กลับเข้าในโพรงมดลูกของฝ่ายหญิง…